วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

3 คำ จากปากของผู้ชาย เจ้าชู้



3 คำที่ผู้ชายบอกสาวSexy น่ารัก








3 คำที่ผู้ชายบอกสาวเวลานอกใจ







แฟนสุดรัก VS เพื่อนสุดเลิฟ






คราวหน้า จะเอา 3 คำ จากปากของผู้หญิงในแง่มุมต่างๆ  ติดตามชมต่อไปนะจร๊า
ฝันดีจร๊า.......เพื่อนๆๆ

► ▬ 10 เหตุผลของการเลิกรา ▬ ◄




ความรัก เรียนรู้เท่าไหร่ ก็ไม่จบหลักสูตร ★ * ★..
.*★ *. *..*    ★
★           *
★          ★’
‘*.        *
เพราะมันต้องเรียนรู้กัน ตลอดที่ คบกัน
     ‘*..★'





► ▬ 10 เหตุผลของการเลิกรา ▬ ◄
1. การเลิกรากันเป็นเรื่องลำบากใจ ทั้งคนบอกเลิกและคนถูกบอกเลิก อย่าคิดว่าเมื่อบอกเลิกกับคุณไปแล้ว เขาคนนั้นจะไม่แคร์คุณอีกต่อไป เขายังแคร์คุณอยู่นะ เพียงแต่เป็นการแคร์อีกแบบในฐานะอื่นที่ไม่ใช่แฟน ก็เท่านั้นเอง

2. เชื่อเถอะว่าอยู่ดีๆ คงไม่มีใครอยากทำร้ายคนอื่นนักหรอก โดยเฉพาะกับคนรักกัน ถ้าคุณคิดจะทำให้เขารู้สึกผิดเพื่อล้มเลิกการบอกลาครั้งนี้ รู้หรือเปล่าว่าคุณไม่เพียงแต่กำลังหลอกตัวเองเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ แล้วจะยิ่งปวดหัวพร้อมกับปวดใจกันเข้าไปใหญ่ในอนาคต

3. การเลิกกันไม่ได้หมายความว่าคุณทำอะไรผิด เพียงแต่คุณกับเขาไปกันไม่ได้ บอกกับตัวเองว่าใครๆ ก็เคยเลิกกับแฟนทั้งนั้นล่ะ แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวคุณลดลงด้วย

4. ถ้าคุณอยากจะร้องไห้ ร้องไปเลย หรือจะบ้าบอคอแตก จะแสดงอาการเจ็บเจียนตายยังไงก็ได้ โธ่ ใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่อย่าเผลอไปแสดงอาการฟูมฟายต่อหน้าคนไม่คุ้นเคยเท่านั้นก็พอ เดี๋ยวเขาจะตกใจเอา ทางที่ดีไปหลบเลียแผลใจกับเพื่อนฝูง หรือครอบครัวจะดีกว่า ที่สำคัญอย่าไปใส่อารมณ์กับคนที่เขาทิ้งคุณล่ะ เขาคนนั้นน่ะ เป็นอดีตไปแล้ว (ถึงแม้ว่าเขาสมควรจะได้รับการตอบแทนอย่างสาสมก็เถอะ) ยิ่งคุณตัดเขาจากชีวิตเร็วเท่าไหร่ คุณยิ่งจะเยียวยาหัวใจตัวเองได้เร็วเท่านั้น

5. การเลิกกันไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ พยายามบังคับตัวเองให้ได้ อย่าปล่อยให้อารมณ์หม่นหมองมาครอบงำคุณจนเสียศูนย์ บอกกับตัวเองไว้…ฉันต้องทำได้ ฉันต้องทำได้

6. เวลาเลิกกันมักจะตามมาด้วยการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีแฟนใหม่ สร้างความชอกช้ำใจให้กับอีกฝ่าย ถ้าคุณพบว่าตัวเองโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เมื่อได้ยินว่าอดีตคนรักไปมีแฟนใหม่ รู้ไว้ซะว่าคุณยังปกติดีอยู่ ปล่อยให้ตัวเองคร่ำครวญหวนไห้ไปเถอะ เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาแผลใจ เดี๋ยวอีกหน่อยก็ดีขึ้นเอง

7. ถึงคุณจะโมโหโทโสไป ก็ไม่มีประโยชน์กับใครทั้งนั้น เพราะงั้นหลังเลิกกัน อย่าทำตัวเป็นนางร้ายหรือกลายเป็นยัยขี้เม้าท์เด็ดขาด บางคนแก้แค้นแฟนเก่าด้วยการปูดความลับของเขาให้คนอื่นฟัง ทำอย่างนั้นไม่ฉลาดหรอกนะ เพราะยิ่งคุณร้ายเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ตัวเองดูแย่เท่านั้น และคนที่จะรู้สึกแย่ที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ตัวคุณเองนั่นล่ะ

8. ส่วนหนึ่งของความเจ็บปวดหลังเลิกรามา จากความรู้สึกอับอายชาวบ้าน ไม่ต้องไปมองไปอายใครหรอก ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วคุณเองนั่นล่ะ ที่ทำตัวแย่จนทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ต้องจบลง ถ้าก้าวข้ามความอับอายนี้ไปได้ คุณจะหายเจ็บได้เร็วขึ้น

9. ไม่มีใครควรเจ็บปวดเพราะความรัก แฟนเก่าของคุณไม่ควรเจ็บ เพราะคุณเจ็บ แฟนใหม่ของแฟนเก่าคุณ (ถ้าเขามีนะ) ก็ไม่ควรเจ็บ เพียงเพราะคุณปวด และที่สำคัญคุณเองก็ไม่ควรเจ็บเหมือนกัน แม้ว่าจริงๆ แล้วคุณจะทำตัวงี่เง่าหรือร้ายกาจ จนต้องเลิกกัน อย่าทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีกด้วยการรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ หรือจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกที่ว่า “ถ้าเพียงแต่เมื่อก่อน…” จงอยู่กับความจริง และหาทางระบายอารมณ์โกรธออกมา อย่าอัดอั้นไว้ แล้วความเจ็บปวดก็จะค่อยๆ หายไปเอง

10. ตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกว่าโลกทั้งโลกพังไปต่อหน้าต่อหน้า แต่ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง คุณกับเขาอาจจะกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง หรืออาจจะไม่มีวันนั้นสำหรับคุณและเขาอีกเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้จากกันด้วยดี ถ้าไม่รู้ว่าทำยังไง ลองนึกถึงวันชื่นคืนสุขระหว่างคุณกับเขาดูสิ เผื่อจะหลงเหลือเยื่อใยเก่าๆ อยู่บ้าง ถ้าคุณเลือกปิดฉากความรักครั้งนี้ด้วยความรู้สึกแย่ๆ ต่อกัน เท่ากับคุณปิดโอกาสสำหรับอนาคตลงแล้วอย่างสิ้นเชิง และถึงจะไม่ได้กลับมาเป็นแฟนกันเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยๆ คุณกับเขาอาจเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็ได้นะ

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แบบฝึกหัด พร้อมเฉลย TENSE ( มัธยมศึกษาปีที่1)


Write the correct form of verbs given in the bracket into present simple tense. จงเขียนคำกริยาในวงเล็บให้อยู่ในรูปของ Present Simple Tense ให้ถูกต้อง


1. Our young daughter  (use) lipstick.
2. Her husband  (take) her out to dinner.
3. My grandfather does not  (not put) salt on his food.
4. The telephone does not  (not ring).
5. Do your wife  (like) cats?
6. Do we  (plan) to go to Japan?
7. The baby  (try) to speak to its mother.
8. Cotton does not  (not grow) in Malaysia.
9. The children do not  (not play) in the garden in the winter.
10. That boy  (obey) his parents.
11. Our cow  (produce) much milk.
12. Does an ostrich  (bury) its head in the sand?
13. My roommate  (watch) TV every night.
14. He  (play) the guitars well.
15. Laura does not  (not buy) all her clothes at this shop


Answer

1. Our young daughter (uses) lipstick.

2. Her husband (takes) her out to dinner.

3. My grandfather does not ( put) salt on his food.

4. The telephone does not  ( ring).

5. Do your wife  (like) cats?

6. Do we (plan) to go to Japan?

7. The baby  (tries) to speak to its mother.

8. Cotton does not (grow) in Malaysia.

9. The children do not  ( play) in the garden in the winter.

10. That boy  (obeys) his parents.

11. Our cow  (produces) much milk.

12. Does an ostrich (bury) its head in the sand?

13. My roommate  (watches) TV every night.

14. He (plays) the guitars well.

15. Laura does not ( buy) all her clothes at this shop.

เนื้อหาภาษาอังกฤษ สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา ช่วงชั้นที่ 3 ( มัธยมศึกษาปีที่ 1)



โรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์

เมื่อศึกษาเรื่อง Tenses จบแล้ว นักเรียนควรมีความสามารถดังนี้

1. ใช้คำกริยาได้ถูกต้องตาม Tense ต่างๆ
2. ใช้คำกริยาได้ถูกต้องตามประธานที่กำหนดให้
3. อธิบายความแตกต่างของการใช้คำกริยาในแต่ละ Tense ได้

หมายเหตุ บทเรียนเรื่อง Tenses ในระดับชั้นเรียนนี้จะกล่าวถึง Tenses ต่างๆ ต่อไปนี้
1. Present Tense ได้แก่ Present Simple Tense, Present Continuous Tense และ Present Perfect Tense
2. Past Tense ได้แก่ Past Simple Tense
3. Future Tense ได้แก่ Future Simple Tense

 Tense คือ รูปแบบของกริยาที่แสดงให้ทราบว่า การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด ได้เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะกล่าวในที่นี้ คือ
            1. Present Simple Tense             
            2. Present Continuous Tense             
            3. Present Perfect Tense
            4. Past Simple Tense
            5. Future Simple Tense

การใช้ Present Simple Tense มีวิธีใช้ดังนี้ คือ
                1. เมื่อเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นความจริง เช่น
                                The earth moves round the sun.
                        Tigers are dangerous animals.
                        John is the youngest son.
            2. ใช้กับเหตุการณ์ที่กระทำอยู่เป็นประจำ เป็นนิสัย ในกรณีนี้มักจะมีคำแสดงเวลาร่วมอยู่ด้วย คือ always, sometimes, generally, often, every day, every week, every month, etc. เช่น
                                My son sometimes plays tennis with his father.
                        He always gets up at eight o’clock.
                        The bus comes every ten minutes.
            ในประโยคปฏิเสธ (Negative Form)มีหลักการเปลี่ยนดังนี้ คือ
                1. ประโยค Present Simple Tense ที่มี Verb to be หรือ กริยาช่วยตัวอื่น (can, may, must, will, shall) สามารถเติม not หลังคำกริยาช่วยเหล่านั้นได้ทันที เช่น
                                She is a teacher.           →        She is not a teacher.
                        I can play baseball.       →        I cannot play baseball./ I can’t play baseball.
            2. ในประโยค Present Simple Tense ที่ไม่มี Verb to be หรือกริยาช่วยดังกล่าวในข้อ 1 อยู่ในประโยคให้ปฏิบัติดังนี้คือ
                                2.1 ใช้ do not หรือ don’t (รูปย่อของ  do not) วางไว้หน้าคำกริยาแท้ ที่ไม่ได้เติม s, es เช่น
                                We walk to school every day.
            เป็น         We do not walk to school every day.
            หรือ       We don’t walk to school every day.
                        The children always make a loud noise.
            เป็น       The children do not always make a loud noise.
            หรือ       The children don’t always make a loud noise.
                        2.2 ใช้ does not หรือ doesn’t (รูปย่อของ does not) วางไว้หน้าคำกริยาแท้ที่เติม s, es โดยตัด sหรือ es ก่อน เช่น
                                The baby sleeps well every night.
            เป็น         The baby does not sleeps well every night.
            หรือ       The baby doesn’t sleeps well every night.
            ในกรณีที่คำกริยาแท้บางคำต้องมีการเปลี่ยนแปลงก่อนเติม s, es จะต้องตัด s, es ออก แล้วกลับมา ใช้ตัวเดิมก่อน เช่น
                        The baby cries every night.
            เป็น         The baby does not cry every night.
            หรือ       The baby doesn’t cry every night.
            (ในที่นี้จะต้องตัด ies ออกก่อนแล้วกลับมาเติม y เหมือนเดิม เมื่อใช้ does not เช่นเดียวกับคำกริยาตัวอื่นๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน)
                ในประโยคคำถาม (Interrogative Form) มีหลักการเปลี่ยนดังนี้ คือ
                1. ประโยค Present Simple Tense ที่มี Verb to be หรือกริยาช่วยตัวอื่นๆ ให้นำเอาคำกริยาช่วยในประโยค มาวางไว้หน้าประธาน แล้วใส่เครื่องหมายคำถาม เช่น
                You are a nurse.           →        Are you a nurse?
            They can speak English.            →        Can they speak English?
            2. ในประโยค Present Simple Tense ที่ไม่มี Verb to be หรือคำกริยาช่วยดังกล่าวในข้อ 1 อยู่ในประโยคให้ปฏิบัติดังนี้
                                2.1 ใช้ do วางไว้หน้าประธาน (พหูพจน์) เมื่อคำกริยาแท้ในประโยคไม่ได้เติม s, es แล้วใส่เครื่องหมายคำถามท้ายประโยค
                                We have lunch at twelve.          →        Do we have lunch at twelve?
                        Susan and I play tennis every day.         →        Do Susan and I play tennis every day?
                        2.2 ใช้does วางไว้หน้าประธาน (เอกพจน์) เมื่อคำกริยาแท้ในประโยคเติม s, es โดยตัด s, es ออกเสียก่อน แล้วใส่เครื่องหมายคำถามท้ายประโยค
                                He often goes to the beach.       →        Does he often go to the beach?
            ในกรณีที่คำกริยาแท้บางตัวต้องมีการเปลี่ยนแปลงก่อนเติม s, es จะต้องตัด s และ es ออก แล้วกลับมาใช้รูปเดิมของคำกริยาเสียก่อนที่จะใช้does วางไว้หน้าประธานของประโยค เช่น
                                Jennifer tries to climb the mountain. → Does Jennifer try to climb the mountain?
            หมายเหตุ ลักษณะของคำถามแบบนี้ จะต้องตอบด้วย Yes. หรือ No.


กฎการเติม s และ es ในคำกริยา
                1. เติม es ที่คำกริยาที่ลงท้ายด้วย s,ss,ch,x หรือ o เช่น
                                Dang goes to the post office.
                        He catches the train to Ayuttaya.
                        The bus no.13 passes Lumpini Park.
            2. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es เช่น
                        She studies in the United States of America.
                        The baby cries at midnight.
            ยกเว้น คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y ซึ่งหน้า y มีสระ (a,e,i,o,u) ให้เติม s ได้เลย เช่น
                        The boy plays the guitar well.
                        My mother buys many things in that store.
            3.คำกริยาปกติอื่นๆ เติม s ได้ทันที เช่น
                         He wants to go to the beach.
                        The dogs eats bone.


ทริปดีๆ TENSE